| Profilo di NeWTaRo~ • ~ N e W T a R o ~ • ...FotoBlogElenchi | Guida |
|
28 marzo ว่าด้วยเรื่องของการใส่เพลงหุหุไม่ได้อัพบล๊อคซะนานกะลังคลั่งโยเกิตติ้ง
แต่วันนี้ไม่ได้จะพูดเรื่องโยเกิตหรอกนะจะมาบอกวิธีใส่เพลงลงบล๊อคตะหาก
มีคนเรียกร้องกันมา
วิธีที่จะแนะนำมี2วิธีได้แก่ การแฝงเพลงด้วยโค้ดHtmlลงในบล๊อคเลยวิธีนี้จะประหยัดเนื้อที่หน่อยเพราะไม่มีหน้าต่างWindows Media Player(จะขอเรียกว่าWMPแทนละกันนะ)แต่ว่าจะปรับระหว่างการเล่นเสียงเพลงไม่ได้
และอีกวิธีนึงก็คือการใส่ตัวWMPลงหน้าหลักอ่ะแหละซึ่งข้อดีข้อเสียก็จะตรงกันข้ามกัน
**ข้อดีอีกอย่างของWMPคือเล่นMovieกับแฟลชบางชนิดได้ด้วย
-----------------------------------------------------------------
วิธีที่1 การใส่เพลงแทรกบล๊อคด้วยโค้ดHtml
1.ในขณะที่เรากำลังเขียนบล๊อค(Add Entry)ก็เขียนมันซะให้เสร็จก่อนแล้วคลิกที่ปุ่ม<HTML>ตามรูปเลย(ขออณุญาตลิ๊งรูปเอาAdd photoยุ่งยาก)(**เวลากดดูลิ๊งรูปให้กดShiftค้างไว้ด้วยเพราะถ้าไม่กดหน้าบล๊อคนี้ก็จะกลายเป็นหน้ารูปภาพแทนแต่ถ้ากดไว้มันจะเปิดหน้าต่างIEขึ้นมาใหม่อีกอันนึงช่วยให้ง่ายและสะดวกขึ้นไม่ต้องคอยกดBack)
2.เสร็จแล้วให้เลื่อนลงมาล่างสุดแล้วใส่โค้ดHtmlดังภาพ คือ <P><IMG height=0 loop=infinite dynsrc="Urlเพลง" width=0 border=0></P> ตรงที่เป็นสีส้มคือUrlของเพลง เช่น สกุลwmaหรือmp3
3.กลับมาที่หน้าเดิมแล้วกดPublish Entryได้เลย
4.กดPreview My Space เพื่อทดสอบจะมีเสียงเพลงออกมาจากบล๊อคแต่จะมองไม่เห็น(ในกรณีที่ปรากฏบล๊อคแล้วแต่เพลงยังไม่ออกให้รอโหลดสักครู่)
---------------------------------------------------------
วิธีที่2 การใส่Windows Media Player (WMP)
-
1.เข้าไปที่Edit Your Space แล้ว Copy โค้ดดังนี้ไปใส่ต่อท้าย หลังสุดของช่องAddress &powertoy=musicvideo
2. Click ที่ [Customize] อีกครั้ง และไปที่ [Modules] จะมีเมนูPowerToy: Windows Media Player ออกมาดังรูปแล้วคลิกAddได้เลย
3.กลับมาที่หน้าหลักจะมีช่องWMPโผล่ออกมาแล้วให้ใส่รายละเอียดดังรูป
โดยในส่วนของDisplay Modeจะแตกต่างกันดังนี้
A. Invisible คือ จะซ่อนตัว Windows Media Player ไว้ จะได้ยินแต่เพลงเท่านั้น
B. Mini จะมีแค่ปุ่ม Play Stop Mute แล้วก็ปุ่ม Volume เท่านั้น C. Full จะต่างจาก Mini mode คือ จะมีปุ่ม Next และ Previous เพิ่มขึ้นมากรณีตั้ง URL ไว้ให้เล่นหลายเพลง และมีแถบสีเขียวแสดงเวลาตำแหน่งเล่นเพลงด้วย 4. เมื่อใส่ URL ของเพลงแล้วก็กด Save แล้วคลิกไปที่ Preview My Spaces ดูผลงาน ---------------------------------------------------- ง่ายๆกับการใส่เสียงเพลงครับผม ในส่วนของURLเพลงนั้นหาจากไหนก็เทคนิคใครเทคนิคมันแล้วล่ะครับX~Xใครที่คิดจะหาจากเว็บฟังเพลงล่ะก็ค่อนข้างยากล่ะครับ เพราะเว็บฟังเพลงส่วนมาก(มากๆเลยล่ะ)ในปัจจุบันมีการห้ามคลิ๊กขวาบริเวณตัวWMPจึงยากที่จะดูURL(ที่ต้องห้ามเพื่อป้องกันการดาวน์โหลดเพลงแล้วจะเกิดปัญหาทางลิขสิทธิ์) ถ้าสามารถหาได้ก็ดีไป สำหรับท่านที่มีไฟล์อยู่ในเครื่องแล้วหวังจะใส่โดยตรงละก็ไม่ได้ผลหรอกครับ ต้องนำไฟล์ไปขึ้นโฮสต์เพื่อได้URLมาก่อนจะนำวิธีขึ้นโฮสต์มาให้ในคราวหน้านะครับ ------------------------ ขอขอบคุณข้อมูลจากBlog momotarohanso http://spaces.msn.com/momotarohanso เพิ่มเติมและดัดแปลงบทความบทความ โดย Newtaro รูปประกอบ โดย Newtaro ---------- ใครจะเอาไปเผยแพร่ก็ตามสบายนะครับเครดิตนิดนึงจะดีมาก --------------------------------- **หมายเหตุ วิธีใส่เพลงวิธีที่1จะลองรับกับไฟล์สกุล wma และ mp3 วิธีที่2 จะลองรับกับไฟล์สกุลWMA, WMV, WAV, AVI, MPG, MPEG, MP3, ASF, ASX, SWF --------------------------------------------------------------------------------------
22 marzo รู้จักตอนจบของโดราเอมอนมั้ยเคยแต่อ่านข้อความใช่มะมาดูการ์ตูนกันเครดิต คุณ MadKuruu จากพันทิบ บอร์ดเฉลิมไทยครับ
โดจินชิชุดนี้จัดได้ว่าเป็นงานเขียนที่ทำออกมาได้ดีเลยทีเดียว เมื่อเทียบกับโดจินชิโดราเอม่อนเล่มอื่นๆ และจำได้ว่าที่พันทิพ เคยมีคนเอาการ์ตูนชุดนี้ มาโพสต์บางส่วนบ้างแล้ว วันนี้เลยมาโพสต์ให้ครบชุดไปเลย ก็หวังว่าจะถูกใจ แฟนๆโดราเอม่อน ทั้งรุ่นเก่า และรุ่นใหม่ ที่จะได้รำลึกความหลังในวัยเด็กอีกครั้งหนึ่ง อนึ่ง ผมได้เขียนรายละเอียดคร่าวๆของโดราเอม่อนตอนจบ ที่มา และประวัติคนเขียนการ์ตูนชุดนี้ไว้ประกอบ เพื่อป้องกันกันการเข้าใจผิด และนำไปสร้างความสับสนในภายหลัง ...เอาหล่ะมาเริ่มกันเลยครับ ความเป็นมาของ โดราเอม่อน ตอนจบ
พล็อตเรื่อง โดราเอม่อนตอนจบนั้น ตามที่ได้ทราบกันดีนั้น คือมีที่มาจากฟิกชั่น ที่ถูกเผยแพร่ผ่านทางอินเทอร์เน็ต ทั้งในรูปแบบ แฟนฟิคชั่น ข่าวลือ หรือ เมล์ลูกโซ่ โดย พล็อตนั้นก็มีหลายหลาย ส่วนมากที่พบจะเกี่ยวกับ ความตาย, ความฝัน, อุบัติเหตุ ซึ่งที่พบเห็นบ่อย ก็จะมีอยู่ใน 3 รูปแบบ คือ - โนบิตะ เป็นคนสร้างโดราเอม่อน - โนบิตะ ป่วยเป็นโรคร้ายแรง - เรื่องทั้งหมดของโดราเอม่อน เป็นเรื่องที่โนบิตะฝันไปเอง ซึ่งที่ยังหลงเหลือในปัจจุบัน คือพล็อตแรก โนบิตะเป็นคนสร้างโดราเอม่อน และ โนบิตะป่วยเป็นโรคร้ายแรง+ฝันเรื่องโดราเอม่อนไปเอง แต่อย่างไรก็ดี โดราเอม่อนตอนจบทุกแบบนั้น ล้วนแต่เป็นเพียงเสียงเล่าอ้าง และไม่มีหลักฐานใดๆอย่างชัดเจน จริงแล้วนั้นโดราเอม่อนนั้นเคยจบไปแล้วหนึ่งครั้ง ในจะเป็นตอนสุดท้ายของรวมเล่ม ที่ 6 ชื่อตอนว่า ลาก่อนโดราเอม่อน แต่สุดท้ายแล้ว เนื่องด้วยเหตุผลหลายประการ ทั้งแฟนๆ และ อ.ฟุจิโกะผู้เขียน โดราเอม่อนก็จึงได้กลับมาใหม่อีกครั้ง ที่มาของโดจินชิ โดราเอม่อน ตอนจบ
การ์ตูนชุดนี้เป็นงานโดจินชิ (การ์ตูนทำมือ) ที่วาดโดย อ.ทะจิม่า ยาสุเอะ (Tajima Yasue) ในชื่อกลุ่ม ว่า GA-FAKE COTERIE โดยใช้โครงเรื่องจากฟิกชั่นเกี่ยวกับตอนจบของโดราเอม่อน ที่แพร่กระจายตามเมล์ลูกโซ่ (หรือที่บ้านเราเรียกกันว่า Forward Mail) ซึ่งเริ่มวางขายครั้งแรกในงาน Comic Market ฤดูร้อน ครั้งที่ 68 ช่วงวันที่ 12-13 สิงหาคม 2548 และหลังจากนั้น ในงาน Comic Market ครั้งต่อมา (C69) ฤดูหนาว ช่วงวันที่ 29-30 ธันวาคม 2548 ผลงานชิ้นนี้ก็ได้รับความสนใจจากแฟนๆโดราเอม่อน จนเริ่มมีการเผยแพร่ผ่านอินเทอร์เน็ตเป็นที่กว้างขวาง และปัจจุบันก็ยังมีผู้ให้ความสนใจ จนหนังสือขาดตลาด และต้องพิมพ์ซ้ำอีกครั้ง ข้อมูลอ้างอิง : เว็บเมล่อนบุ๊ค - สั่งซื้อโดจินชิ โดราเอม่อน ตอนจบ http://www.melonbooks.co.jp/tsuhan/system/list.php?RATED=0&AUTHOR_FULL=%C5%C4%C5%E8%A1%A6T%A1%A6%B0%C2%B7%C3 จุดประสงค์ของ อ.ทะจิม่า ยาสุเอะ ผู้เขียน โดจินชิเล่มนี้ ได้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อเป็นที่ระลึกในการสร้างอนิเมฉบับหนังโรง (โนบิตะกับพีสุเกะ 2006) โดย อ.ทะจิม่า ยาสุเอะ ได้เขียนคอมเมนต์ พูดถึงการเขียนการ์ตูนชุดนี้ไว้ที่หลังปกว่า ความคิดเห็นจากผู้เขียน ตั้งแต่ที่ผมจำความได้ ก็พบว่ามีโดราเอม่อนอยู่เคียงข้างของผมแล้ว หนังสือเล่มแรกที่เอาตังค่าขนมซื้อ จำได้ว่าเป็นเล่มพิเศษ กับสงครามแย่งต้นฉบับ ของโคโรโคโร่คอมมิค และ บอนบอนคอมมิค ในทุกๆหน้าร้อนอันแสนยาวนาน ผมกับเพื่อนก็มักจะรอคอยงานใหม่อย่างตื่นเต้นเสมอ และคิดว่าซักวันหนึ่งผมต้องเขียนงานการ์ตูนที่ดีอย่างนั้นให้ได้บ้าง และตอนนี้ผมก็แปลกใจตัวเองเหมือนกัน ที่ได้วาดต้นฉบับที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ออกมาได้ ผลงานชิ้นนี้ก็ขอมอบเป็นที่ระลึก ให้กับงานอนิเมชั่นตอนใหม่ของโดราเอม่อนที่กำลังจะเข้าฉาย ในฐานะที่ผมเป็นแฟนโดราเอม่อนคนหนึ่ง ทะจิม่า T ยาสุเอะ ------------ หมายเหตุ ประกอบการ์ตูน
ชื่อจริงของเดคิสุงินี่ สามารถอ่านได้ 2 แบบ ทั้ง "เอย์ไซ" และ "ฮิเดโตชิ" (กระผมจึงขอเรียกใช้ "เอย์ไซ" ตามเว็บไซท์อย่างเป็นทางการของโดราเอม่อนครับ) คิโดริ ทาคาโอะ คนที่สอบได้ลำดับ 3 คือ ตัวละครที่ออกมาในชุดซีรีย์ที่มีโดเรมี่เป็นตัวเอก โดยมาแทนที่ซูเนโอะ โดยในเรื่องจะเรียกกันว่า คิโดริคุง หรือชื่อเล่น ที่ว่า ซึรึคิ (จอมเจ้าเล่ห์) โดยปรากฏตัวครั้งแรกเป็นตัวประกอบในโดราเอม่อนฉบับรวมเล่มที่ 4 ตอน'ผจญภัยใต้น้ำลึก' และเป็นตัวละครรองในฉบับรวมเล่มที่ 6 ตอน'เนสซี่มาแล้ว' และรวมเล่มที่ 11 ตอน'นักร้องเสียงทอง -----------------
สามารถไปอ่านโดจินได้ที่ช่องPhoto Album " Doujinshi Ending Of Doraemon "
ไปใบหยกมาด้วยแหละเมื่อวานนี้ได้ไปขึ้นใบหยกมาตึกที่สูงสุดในประเทศไทย วิถีทางลำบากมากมายขามาก็ขับรถมาติดประตูน้ำนานมั่กๆจะเป็นง่อย ตายบนรถแต่แล้วในที่สุดก็ไปถึง จนได้ มีอารายจะบอกลานจอดรถเขาน่ากลัวมากๆดูโทรมๆด้วยอ่ะน่ากลัวจริงๆเมื่อหาทางจอดรถ ได้เราก็ไปขึ้นลิฟท์กัน(คงไม่เดินขึ้นบันไดไปยอดตึกอ่ะนะ)แต่ไหงลิฟท์นี้มันมีแค่18ชั้นหล่ะ คงไม่ต้องเดินอีก70ชั้นน่ะ เราก็เลยขึ้นมาชั้น18ก่อนลิฟท์เร็วมากๆขอบอก โผล่ออกมาแว้บ~โอว้ พระเจ้าจอร์จลิฟท์ต่างมิติรึเปล่านี่ ไม่ได้เวอร์น่ะแต่ว่าในลิฟท์กะลานจอดรถมันต่างกับในตัวตึก ยิ่งนักหรูหรามั่กมายหรูจนน่ากลัว พนักงานหน้าลิฟท์ก็พาไปซื้อตั๋วแล้วก็พาไปต่อลิฟท์อีกตัวหนึ่ง คราวนี้มี77ชั้น ลิฟท์ตัวนี้เร็วกว่าที่ลานจอดรถ2เท่าเลยอ่ะเร็วมากๆเร็วจนหูอื้ อกลืนน้ำลายไม่ทันเลย ในที่สุดก็มาถึงชั้น77มุ่งหน้าขึ้นบันไดไปสู่ชั้น78ดูวิวบนนี้แ ล้วจินตนาการว่าโดดลงไปคงจะหัวใจวายตาย ก่อนจะหล่นพื้นตายอ่ะนะ สงสสารคนที่หนีเครื่องบินที่เวิลเทรดแล้วต้องโดดลงมาทันทีเลยอ่ ะ มาถึงเรื่องอาหารกันบ้างมีทั้งอาหารฝรั่ง อาหารไทย จีน ญี่ปุ่น ฯลฯ ยกตัวอย่างก็เช่น เปปเปอร์สเต็ก มันฝรั่งทอด บาบีคิวร์ พิซซ่า อาหารซีฟู้ด หอยอบชีส กุ้งต้ม หอยแครง ปลาหมึก แล้วก็มี ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้น ต้มยำทะเล มะตะบะ แล้วก็ยังมี ข้าวปั้น ซูชิ ปูอัด แล้วก็โซบะจุ่มซอส ซุปก็มี ซุปมิโสะ ซุปใสทะเล(เป็นซุปใส่อาหารทะเลสับอ่ะครับเป็นน้ำซุปใสๆ) ซุปข้าวโพด แล้วก็มีแกง กะหรี่ แล้วก็มีข้าวหลากหลายทั้งข้าวเปล่า ข้าวผัดชาฮั่ง ข้าวผัดกระเทียม มาถึงผลไม้ มี มะละกอ สัปปะรด แคนตาลูป ละมุด แตงโมแดง แตงโมเหลือง ชมพู่ ขนมก็มีเยอะแยะเลยทั้งแบบเบเกอรี่แล้วก็ขนมไทย เครื่องดื่มมีน้ำเปล่า โค้ก แฟนต้า สไปรท์ แค่นี้(น้ำน้อยไปหน่อย) ------------------------------------------------ อาหารดูเหมือนว่าจะเยอะนะแต่ไปจริงๆก็ไม่รู้จะกินอะไรมีแต่ของท ี่เคยกินเพราะว่าอาหารจะเป็นอาหาร ที่เด่นๆมาจากแต่ละประเภท แล้วมันก็ไม่ค่อยอร่อยด้วยเพราะ มันรสอ่อนๆแบบฝรั่งกิน ถ้าใครเน้นกินอาหารบุฟเฟ่ต์อย่างเดียวแนะนำไปโออิชิดีกว่า แต่ถ้าใครอยากกินวิวก็มาใบหยกเพราะ ถ้าอยู่ในช่วงนอกเทศกาลแล้วราคาก็พอพอกัน --------- ไม่ได้ถ่ายรูปมาให้ดูแบบว่ากล้องแบตหมด 18 marzo ผลการเรียนของไอน์สไตน์เราอาจกล่าวได้ว่า ผลการเรียนในโรงเรียนไม่อาจตัดสินได้เด็ดขาดลงไปว่า
บุคคลนั้นจะประสบความสำเร็จหรือความล้มเหลวใน ชีวิต มีตัวอย่างอันมากมายที่แสดงให้เราเห็นว่า นักเรียนที่มีผลการ เรียนยอดแย่ในโรงเรียนกลับกลายเป็นอัจฉริยะได้ในที่สุด ซึ่งหนึ่งใน ตัวอย่างที่มีชื่อเสียงที่สุด และเป็นผู้สร้างขวัญและกำลังใจให้แก่บรรดา นักเรียนที่โหล่ของชั้นเรียนก็คือ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ หรือ ที่เรารู้จักกันในชื่อภาษาอังกฤษว่า อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ บิดาแห่ง ทฤษฎีสัมพันธภาพอันลือลั่น ผลการเรียนของไอน์สไตน์ช่างต่ำต่อย น้อยหน้าเพื่อนร่วมชั้นเสียจริงๆแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมิได้หมายถึงว่าเขามี ไอคิวต่ำหรือขาดความเฉลียวฉลาดแต่อย่างใดหากแต่เขาก็เหมือนนัก เรียนทั่วโลกทั้งในอดีตและปัจจุบัน นั่นคือ เขาไม่เข้าใจว่า ทำไมเขาจึงต้องจำใจเรียนในสิ่งที่ตัวเองไม่สนใจใคร่รู้ด้วย ไอน์สไตน์ในวันเด็กนั้น นอกจากจะมิได้ฉายแววอัจฉริยะ ใดๆให้ปรากฏแล้ว เขายังเป็นเด็กที่มีพัฒนาการค่อนข้างช้า เขาฝึก พูดได้ช้ากว่าเด็กคนอื่นๆ จนบิดามารดาเกรงว่าเขาจะกลายเป็นเด็ก ไม่สมประกอบ และเมื่อเขาสามารถพูดได้แล้ว เขายังพูดออกมาได้ อย่างยากลำบากและพูดเป็นคำพยางค์เดียวเสียเป็นส่วนใหญ่ นอก จากนี้ เขายังชอบอยู่นิ่งๆ ไม่ชอบเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น การวิ่งหรือการกระโดดดังเช่นที่เด็กๆ ในวัยเดียวกันมักโปรดปราน ไอน์สไตน์ถูกส่งเข้าไปเรียนในโรงเรียนประถมคาธอลิคที่เมืองมิวนิค ซึ่งเขาเป็นเด็กเชื้อสายยิวเพียงคนเดียวในชั้นเรียนของเขา ต่อมาเมื่อ เขาอายุได้ 11ขวบ เขาได้เข้ารับการศึกษาในโรงเรียนมัธยลุยท์โปลด์ อย่างไรก็ตาม เขามีความรู้สึกต่อต้านการเรียนในระบบโรงเรียนตั้งแต่ แรกเริ่ม เขาได้กล่าวในภายหลังว่า '...ข้าพเจ้ามีความรู้สึกว่าบรรดาครู ในโรงเรียนประถมและมัธยมทำตัวอย่างกับเป็นนายร้อยหรือนายพัน ในกองทัพ..." วิธีการสอนที่ครูยุคนั้นชอบใช้ คือการใช้ความกลัวและ การใช้กำลังทำให้เขาหมดสนุกในการเรียนซึ่งเขาวิจารณ์ว่า "...พวก ครูเหล่านี้ ทำให้ความยินดีที่จะเรียนความอยากรู้อยากเห็น และ ความกระตือรือร้อนที่จะค้นคว้าสิ่งต่างๆสูญสลายไปหมด คนสมัยนั้น เข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวงที่คิดว่า การให้การศึกษาด้วยวินัยและกฎ เหล็กต่างๆ เป็นการส่งเสริมให้การเรียนดียิ่งขึ้น ข้าพเจ้าคิดว่า สัตว์กินเนื้อทั้งหลายก็คงหมดอารมณ์อยากกินอะไรทั้งสิ้น หากเราจะ ใช้แซ่หวดบังคับให้มันกินอาหารอันโอชะที่วางกองอยู่ตรงหน้ามัน..." ไอน์สไตน์ทำคะแนนได้ดีเสมอในวิชาวรรณคดี และคณิตศาสตร์ซึ่ง เป็นวิชาที่เขาสนใจ แต่เขาจะไม่ชอบวิชาด้านภาษาและประวัติศาสตร์ ซึ่งผลคะแนนก็พลอยตกต่ำตามลงไปด้วย และเขาก็ไม่เคยอำพราง หรือเสแสร้งให้ครูเห็นว่าเขาเกลียดชังวิชาเหล่านี้ การแสดงออกของเขา ทำให้บรรดาครูทั้งหลายหัวเสียอย่างยิ่ง ครูคนหนึ่งถึงกับเคยพูดกับ เขาว่า "...มันคงจะดีนะ ถ้าเธอไปจากที่นี่เสียได้..." และเมื่อไอน์สไตน์ตอบว่า"...แต่ผมยังไม่ได้ทำผิดอะไรเลยนี่ ครับ..."ครูคนนั้นกลับขู่ตอบมาทันทีว่า"...ก็คงไม่มีอะไรแย่ไปกว่า การต้องไล่เธอออกไปจากโรงเรียนแต่ก็ไม่แน่นะ มันอาจเกิดขึ้นได้สัก วัน หากเธอยังทำท่าเฉยชา หรือนั่งฝันหวานในห้องในขณะที่พวก เราพยายามสอนให้เธอรู้อะไรบ้าง ท่าทีของเธอมันทำลายความ เคารพนับถือที่นักเรียนควรจะมีต่อครูบาอาจารย์..." คำว่า"ความเคารพนับถือ" ที่ครูบอกเขานั้น ในสายตาของไอน์ สไตน์ มันคือการทำลายเสรีภาพ และเขายังคิดว่า วิธีการบังคับและ การใช้อำนาจบาตรใหญ่ในโรงเรียน ทำให้นักเรียนสูญสิ้นความเป็น ตัวของตัวเองเป็นระบบที่สร้างมนุษย์กึ่งทาส วิชาที่เขาเกลียดชังที่สุด คือวิชาพละศึกษา ที่จะใช้วิธีการออกกำลังของพวกทหารมาใช้ฝึกนัก เรียน ทำให้เขามีทัศนคติในแง่ลบต่อทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับทหาร เขาไม่อยากจะคิดเลยว่า สักวันหนึ่งเขาก็จะต้องไปเกณฑ์ทหารด้วย เหมือนกัน เขาแสดงความดีใจจนออกนอกหน้า เมื่อบิดาของเขาเข้า มาบอกเขาว่าธุรกิจของครอบครับกำลังจะล้มละลาย และทั้งครอบครัว จำเป็นจะต้องย้ายไปอยู่ที่มิลาน การต้องย้ายที่อยู่ไปต่างประเทศ เป็น หนทางที่ช่วยให้เขารอดพ้นจากโรงเรียนที่แสนน่าเบื่อ และการต้อง ไปเป็นทหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าพรั่นพรึงยิ่งกว่า แต่แล้วเขาก็แทบเข่าอ่อน เมื่อบิดาของเขากล่าวต่อไปว่า ทั้งครอบครัวนั้นมิได้หมายถึงไอน์ สไตน์ด้วย เขายังต้องอยู่ที่โรงเรียนที่มิวนิคต่อไปอีกอย่างน้อยหนึ่งปี จนกว่าเขาจะจบมัธยมปลาย เขาจึงถูกทิ้งให้อยู่ที่มิวนิคแต่เพียงผู้เดียว และต้องทน ทรมานอยู่ในโรงเรียนเดิมต่อไป ในที่สุดเขาก็คิดแผนการอันแยบยล ขึ้นมาได้ เขาได้ขอให้เพื่อนคนหนึ่ง ซึ่งมีบิดาเป็นแพทย์ ให้ช่วยออก ใบรับรองแพทย์ยืนยันว่า เขาเป็นโรคเส้นประสาทกระทบกระเทือน อย่างแรงและต้องไปพักฟื้นกับครอบครัวที่อิตาลีเป็นเวลาอย่างน้อย ครึ่งปี ทางโรงเรียนก็อนุญาตให้เขาพักการเรียนได้อย่างไร้ปัญหา การศึกษาตามระบบโรงเรียนของเขาจึงเป็นอันว่าสิ้นสุดลงชั่วคราว แต่เขาก็รอบคอบพอที่จะขอให้ครูวิชาคณิตศาสตร์ของเขาช่วยออกใบ รับรองความเป็นเลิศทางคณิตศาสตร์ให้แก่เขาเสียก่อน ซึ่งต่อไปจะ ช่วยให้เขาได้เข้ารับการศึกษาในโรงเรียนที่มุ่งเน้นการเรียนด้า น คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ชั้นสูงได้อย่างสะดวกในเวลาต่อไป หลังจากไปพักผ่อนกับครอบครัวที่มิลานได้ไม่นาน บิดาของ ไอน์สไตน์ได้กระตุ้นให้เขาเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนโปลีเทคนิคแห่งซู ริค ซึ่งในช่วงเวลานั้นจัดว่าเป็นโรงเรียนด้านเทคนิคชั้นสูงที่มีชื่อเสียง ที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรปกลาง และที่สำคัญสำหรับเขา คือ เขาสามารถ เข้ารับการศึกษาได้โดยไม่ต้องมีประกาศนียบัตรมัธยมปลาย แต่เขา ยังต้องสอบเข้าให้ได้ก่อน ซึ่งแน่นอนว่าเขาสอบตก แม้ว่าคะแนนวิชา คณิตศาสตร์ของเขาจะสูงส่งเกินหน้าผู้สมัครคนอื่นๆ แต่เขากลับได้ คะแนนตกต่ำในวิชาด้านภาษา สัตวศาสตร์ และพฤกษศาสตร์ เขาได้ กล่าวไว้ในภายหลังว่า "...ที่ข้าพเจ้าต้องสอบตกนั้นน่ะ ข้าพเจ้าว่าก็สม ควรแล้ว..." ชะตาชีวิตลิขิตให้ไอน์สไตน์ต้องสอบตกเอนทรานซ์เมื่อ อายุ 16 ปี แต่เขาก็กลับกลายเป็นศาสตราจารย์เมื่ออายุ 34 ปี และ เมื่อเขาอายุได้ 42 ปี เขาก็ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ เนื่องจาก ค้นพบทฤษฎีควันตัมอันโด่งดังที่สุดในศตวรรษที่ 20 ของเขานั่นเอง "ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่เก่งที่สุดเสมอและไม่มีคำว่าสายที่จะเปลี่ยนแปลง"แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่สอบตกเอนทรานซ์จะได้เป็นศาสตราจารย์ดังนั้น"สิ่งที่สำคัญคือไม่ต้องเก่งที่สุดแต่ทำให้ดีที่สุด" The Goal is " Do our best "
17 marzo สวัสดีงุงิ~กูล่ะเซ็งงงง!!! ปิดเทอมแล้วยิ่งเซ็งจัดกว่าไปโรงเรียนอีก
ท่าทางจะโรคจิตชนิดนึงเนอะเราเนี่ย- -เวลาไปโรงเรียนล่ะอยากหยุดพอได้หยุดอยากไปโรงเรียนแต่จริงๆแล้วไปโรงเรียนมัน
ก็หนุกดีอ่ะนะเพียงแต่ขี้เกียจตื่นเช้า
เซ็งสุดๆอยู่บ้านทุกวันตื่นมาก็ไม่รู้จะทำไรเง้อ~
ปลายเดือนนี้กะจะไปเที่ยวทะเลกับเพื่อนมันชวนไปอ่ะแต่ตกลงวันไม่ได้ซักทีตอนแรกบอก17เลื่อนเป็น24เลื่อนเป็น31จะได้ไป
มั้ยน้อแต่อีกใจนึงก็เกรงใจมันกะแม่มันเหมือนกันอ่ะแต่เอาเหอะเราไม่ได้ไปคนเดียวนินา
ว้อยๆๆๆๆๆ!!เซ็งขึ้นเรื่อยๆเหงาด้วยอ่ะอยู่บ้านคนเดียว
จะเล่นคอมก็เซ็งจิตอีกเช่นเคยเพราะไม่รู้จะเล่นอะไรหุหุดูแต่เว็บบอร์ดก็เบื่อเหมือนกันนิ
เกมOfflineนี่เซงจัดขอบอกจะเล่นOnlineก็ที่เครื่องมีแต่ปังย่าหุหุเล่นจนเบื่อแระจะเล่นเกมอื่นก็ขี้เกียจโหลด(ขนาดใช้แฟลชเก็ทโหลดมันยังขี้เกียจเลยให้ตายเถอะนิวทาโร่ขี้เกียจเข้ากระดูกอุอุอย่างเอาเยี่ยงอย่างนะ!!)
จะว่าไปพูดถึงอยู่บ้านเซ็งไกต้องไปเที่ยวใช่ม้าตอนนี้อยากไปอย่างแรงแต่เป็นคนไม่ชอบไปเที่ยวเรื่อยเปื่อย(อย่างเช่นเดินห้างเงี้ยเซ๊งเซ็ง)
อยากไปเที่ยว ภูเขา ทะเล น้ำตก มากกว่า แต่ถ้าตอนนี้นะอยากไปเมืองนอกจังหุหุเมืองนอกที่ใฝ่ฝันเลยคือญี่ปุ่น"อยากไปญี่ปุ่น~"(เมื่ออ่านข้อความนี้กรุณานึกถึงเสียงหยดชาเขียวในโฆษณา)
ไม่ว่าจะเขาฟูจิ เมืองโตเกียว ต้นซากุระ และออนเซ็นแหมช่างงดงามแต่ญี่ปุ่นค่าครองชีพแพงจัดเลยอ่ะถึงแม้ค่าเงินเขาจะ
ถูกกว่าเงินบาท(3เยน=1บาทโดยประมาณนะไม่ได้เป๊ะ)แต่ถ้าคิดรวมๆแล้วของเขาราคาสูงจัดเลยอ่ะค่าครองชีพแพ๊งแพงไม่รุทำไมเกี่ยวกับเป็นเกาะกลางทะเลอ๊ะป่าวหว่า
ถ้าจะพูดถึงข้อเสียของญี่ปุ่นนอกจากเรื่องค่าครองชพแล้วก็คงจะเป็นแผ่นดินไหว(มั้ง?)เพราะเกาะญี่ปุ่นอยู่ใกล้กับรอยต่อของแผ่นทวีปทำให้เกิดแผ่นดินไหวบ่อยๆ
งืมๆถ้าอยากดูรูปญี่ปุ่นๆไปดูในPhotos Albumนะงับ^^"
|
|
|